ถ้าคุณเบื่อซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ที่จริงจังเครียดเกินไป DC's Legends of Tomorrow หรือชื่อไทยว่า ดีซี รวมพลคนเหนือมนุษย์ คือคำตอบที่ใช่ ซีรีส์ที่หยิบเอาตัวละครรองจากจักรวาล Arrowverse มาปั้นเป็นทีมสุดป่วนที่บินข้ามเวลาไปทั่ว กอบกู้ประวัติศาสตร์แบบไม่เกรงใจใคร ความสนุกของเรื่องนี้คือความไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเอง นำเสนอด้วยโทนเบาสมอง สนุกสนาน และเต็มไปด้วยมุกตลกที่แทรกอยู่ในทุกตอน
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ Rip Hunter (รับบทโดย Arthur Darvill) ไทม์มาสเตอร์จากอนาคต เดินทางมาขอความช่วยเหลือจากกลุ่มฮีโร่และวายร้ายเพื่อหยุดยั้ง Vandal Savage จอมเผด็จการที่กำลังจะยึดครองโลกในอนาคต ทีม Legends ประกอบด้วย White Canary (Caity Lotz), Firestorm (Victor Garber และ Franz Drameh), Atom (Brandon Routh), Heat Wave (Dominic Purcell), Captain Cold (Wentworth Miller) และอื่นๆ อีกมากมายที่เปลี่ยนไปตามซีซัน
พวกเขาใช้ยาน Waverider ข้ามเวลาต่อสู้กับภัยคุกคามที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมจนถึงโลกอนาคตอันห่างไกล แต่ละซีซันมีศูนย์กลางของตัวเอง เช่น การตามล่าหา Spear of Destiny ในซีซัน 2 หรือการเผชิญหน้ากับ Mallus ในซีซัน 3 และ Neron ในซีซัน 4 จุดเด่นคือพล็อตที่ไม่ซ้ำใครและความสนุกที่เกิดจากการทำงานเป็นทีมที่ผิดพลาดตลอดเวลา
งานการแสดงและตัวละคร
สิ่งที่ทำให้ Legends of Tomorrow โดดเด่นคือการพัฒนาตัวละครที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่ละคนมีโมเมนต์ของตัวเอง Caity Lotz ในบท Sara Lance หรือ White Canary ถือเป็นหัวใจของทีม ด้วยการแสดงที่แข็งแกร่งและอารมณ์ที่หลากหลาย ขณะที่ Victor Garber และ Franz Drameh สร้างความอบอุ่นให้กับคู่หู Firestorm
นักแสดงใหม่อย่าง Tala Ashe ในบท Zari Tarazi และ Jes Macallan ในบท Ava Sharpe ก็เพิ่มสีสันให้กับทีม ส่วนคู่หูตลกอย่าง Dominic Purcell (Heat Wave) และ Wentworth Miller (Captain Cold) สร้างเคมีที่ลงตัว ถึงแม้ Miller จะออกจากซีรีส์ไปในซีซันแรก แต่ผลกระทบของตัวละครยังคงอยู่
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ในด้านการกำกับ Legends of Tomorrow เลือกใช้โทนที่เบากว่าซีรีส์ Arrowverse เรื่องอื่นๆ กล้องเคลื่อนไหวเร็ว ตัดต่อกระชับ และฉากแอ็กชันที่สนุกสนาน แม้ CGI จะไม่ได้สมจริงที่สุด แต่ก็ทำออกมาได้สนุกและเข้ากับบรรยากาศของเรื่อง
ดนตรีประกอบโดย Blake Neely และเพื่อนร่วมงาน ช่วยเพิ่มอารมณ์ให้กับฉากสำคัญ โดยเฉพาะธีมหลักที่ฟังแล้วรู้สึกถึงการผจญภัย การใช้เพลงป๊อปเก่าในบางฉากก็สร้างความสนุกและความทรงจำที่ดีให้กับผู้ชม
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
ในสายตาของกองบรรณาธิการ Legends of Tomorrow เป็นซีรีส์ที่กล้าลองสิ่งใหม่ๆ โดยไม่กลัวว่าจะดูไร้สาระ ตั้งแต่การต่อสู้กับตุ๊กตาหมีในซีซัน 3 ไปจนถึงการร้องเพลงในซีซัน 4 ความบ้าคลั่งนี้กลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้แฟนๆ รัก
อย่างไรก็ดี ซีรีส์มีปัญหาการเปลี่ยนตัวละครบ่อย ทำให้คนดูต้องปรับตัวกับสมาชิกใหม่ทุกซีซัน บางพล็อตก็ยืดเยื้อเกินไป แต่ด้วยความสนุกของตัวละครและการดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว ทำให้ซีรีส์ยังคงน่าติดตาม โดยเฉพาะถ้าคุณชอบแนวตลกไซไฟที่ไม่เอาจริงเอาจัง
สรุป
เหมาะสำหรับคนที่อยากดูซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่แนวสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก ขำๆ ได้อารมณ์ แม้จะมีข้อด้อยด้าน CGI และการเปลี่ยนตัวละคร แต่โดยรวมแล้วสนุกและมีเอกลักษณ์ แนะนำให้ลองดูสัก 2-3 ตอนแรกก่อนตัดสินใจ
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +โทนสนุกสนาน ไม่เครียด เหมาะกับคนที่เบื่อซีรีส์ฮีโร่จริงจัง
- +ตัวละครมีพัฒนาการชัดเจน แม้จะเปลี่ยนบ่อย แต่แต่ละคนมีเสน่ห์
- +พล็อตข้ามเวลาสร้างสรรค์ มีการอ้างอิงประวัติศาสตร์และป๊อปคัลเจอร์
👎 จุดด้อย
- −CGI บางฉากดูไม่สมจริง อาจรบกวนสายตาคนที่ชอบคุณภาพสูง
- −ตัวละครหลักเปลี่ยนบ่อย ทำให้ความต่อเนื่องทางอารมณ์ลดลง
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไม่จำเป็น เพราะเป็นซีรีส์แยกที่อธิบายตัวละครไว้ในตอนแรก แต่ถ้าดู Arrow และ The Flash มาก่อนจะเข้าใจที่มาดีขึ้น
ซีรีส์จบซีซัน 7 โดยที่ทีม Legends ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูครั้งสุดท้ายและปิดฉากการเดินทางข้ามเวลา แต่น่าเสียดายที่ซีรีส์ถูกยกเลิกหลังจากซีซัน 7
แฟนๆ ส่วนใหญ่ยกให้ซีซัน 2 และ 3 เป็นซีซันที่ดีที่สุด เพราะมีพล็อตที่สนุกและตัวละครลงตัว ส่วนซีซัน 4-5 ก็มีช่วงที่สนุกไม่แพ้กัน